พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ. 2546: โครงสร้าง 3 ส่วนและคณะกรรมการสถานศึกษา
16 ข้อจำ
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562; กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการฯ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2564
ทำเครื่องหมายจำได้แล้ว 0/16
การจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการตามมาตรา 6 แบ่งออกเป็นกี่ส่วน อะไรบ้าง
3 ส่วน ได้แก่ 1) ระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง 2) ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา 3) ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล แต่ไม่รวมถึงการจัดการศึกษาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงอื่นที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562)
ระวัง กระทรวงศึกษาธิการไม่มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเหมือน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (ที่แบ่งเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น) แต่จัดเป็นเขตพื้นที่การศึกษาแทน
ส่วนราชการในส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีกี่ส่วนราชการ อะไรบ้าง
5 ส่วนราชการ ได้แก่ 1) สำนักงานรัฐมนตรี 2) สำนักงานปลัดกระทรวง 3) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 4) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562)
ระวัง เดิมเคยมีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นองค์กรหลักที่ 6 แต่ พ.ร.บ. (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ได้ยกเลิกออกไปเนื่องจากย้ายไปสังกัดกระทรวง อว.
ในส่วนราชการส่วนกลาง 5 แห่งของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการใดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรม และส่วนราชการใดยกเว้น
มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรม 4 แห่ง คือ สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ส่วนสำนักงานรัฐมนตรีไม่เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นกรม
มาตรา 10 วรรคสอง (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562)
ระวัง สำนักงานรัฐมนตรีเป็นส่วนราชการในส่วนกลางขึ้นตรงต่อ รมว.ศธ. แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีอำนาจหน้าที่หลักตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง อย่างไร
พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเสนอแนะในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศที่เกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงาน
มาตรา 15 วรรคหนึ่ง
ระวัง อย่าสับสนกับสภาการศึกษาซึ่งพิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติทุกระดับ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับผิดชอบเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โครงสร้างองค์ประกอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามมาตรา 15 กำหนดสัดส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเลขานุการไว้อย่างไร
ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา 15 วรรคสาม และวรรคห้า
ระวัง ตัวพระราชบัญญัติไม่ได้ระบุจำนวนกรรมการรวมเป็นตัวเลขตายตัวไว้ในมาตรานี้ แต่กำหนดสัดส่วนตายตัวว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอื่นรวมกัน และให้จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ และการสรรหาเป็นไปตามกฎกระทรวง
ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีที่มาอย่างไร แตกต่างจากประธานสภาการศึกษาอย่างไร
ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมาจากการเลือกประธานกรรมการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนคณะกรรมการสภาการศึกษา กฎหมายบัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง
มาตรา 15 วรรคสี่ เทียบกับมาตรา 14 วรรคสี่
ระวัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แต่เป็นประธานคณะกรรมการสภาการศึกษาโดยตำแหน่ง
ใครเป็นผู้มีอำนาจประกาศกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาในราชกิจจานุเบกษา และต้องได้รับคำแนะนำจากองค์กรใด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของสภาการศึกษา มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
มาตรา 33 วรรคสอง (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553)
ระวัง คำแนะนำในการประกาศตั้งเขตพื้นที่การศึกษาเป็นอำนาจของ 'สภาการศึกษา' ไม่ใช่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แต่หากเป็นกรณีโรงเรียนที่จัดการศึกษาทั้งประถมและมัธยม รมว.ศธ. จึงจะประกาศโดยคำแนะนำของ กพฐ. ตามวรรคสาม
การจัดระเบียบบริหารราชการของเขตพื้นที่การศึกษาแบ่งเป็นหน่วยงานใดบ้าง และสถานศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทใดมีฐานะเป็นนิติบุคคล
แบ่งเป็น 1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2) สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 'เฉพาะที่เป็นโรงเรียน' เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการยุบเลิกสถานศึกษาความเป็นนิติบุคคลจึงสิ้นสุดลง
มาตรา 34 (2) และมาตรา 35
ระวัง ไม่ใช่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่งเป็นนิติบุคคล กฎหมายระบุยกเว้นให้เฉพาะที่เป็น 'โรงเรียน' เท่านั้นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล (เช่น ศูนย์การเรียนไม่เป็นนิติบุคคล)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ. 2546 บัญญัติถึง 'คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา' และ 'อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา' ไว้อย่างไร
เดิมบัญญัติให้มี 'คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา' ในมาตรา 36 แต่ต่อมาถูกยุบเลิกตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 10/2559 ข้อ 4 ที่ระบุว่า 'ให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา... และให้โอนอำนาจหน้าที่... ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ กศจ. ของจังหวัดนั้น ๆ ตามคำสั่งนี้' ส่วน 'อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา' ไม่มีบทบัญญัติจัดตั้งใน พ.ร.บ. นี้เลย (มาตรา 79 กล่าวถึงเพียง 'อ.ก.ค.' ปฏิบัติหน้าที่ในวาระเริ่มแรก)
มาตรา 36, มาตรา 79 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 10/2559 ข้อ 4
ระวัง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ. 2546 ไม่มีบทบัญญัติจัดตั้ง 'อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา' (มาตรา 79 บัญญัติถึงเพียง 'อ.ก.ค.' ชั่วคราว) และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเดิมถูกสั่งยุบเลิกตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 10/2559 ข้อ 4 โดยโอนอำนาจหน้าที่ไปเป็นของ กศจ.
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามมาตรา 38 ประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มใดบ้าง และกฎหมายมีข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่สถานศึกษาประเภทใด
ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง, ผู้แทนครู, ผู้แทนองค์กรชุมชน, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา, ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์และหรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยบทบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและศูนย์การเรียน
มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และวรรคห้า
ระวัง ข้อยกเว้นตามมาตรา 38 วรรคห้า ไม่ใช้บังคับเฉพาะแก่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและศูนย์การเรียนเท่านั้น ไม่ได้ยกเว้นแก่โรงเรียนขนาดเล็ก (โรงเรียนขนาดเล็กยังคงต้องมีคณะกรรมการสถานศึกษา)
กฎกระทรวงกำหนดจำนวนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2564 แบ่งขนาดสถานศึกษาและกำหนดจำนวนกรรมการไว้แห่งละกี่คน
แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ 1) สถานศึกษาขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 300 คน) มีกรรมการจำนวน 9 คน 2) สถานศึกษาขนาดใหญ่ (นักเรียนเกิน 300 คนขึ้นไป) มีกรรมการจำนวน 15 คน
กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 — ข้อ 2 และข้อ 3
ระวัง เกณฑ์แบ่งขนาดสถานศึกษาใช้จำนวนนักเรียน 300 คน (ไม่เกิน 300 คน = 9 คน, เกิน 300 คน = 15 คน) ความแตกต่างของจำนวนกรรมการอยู่ที่ผู้แทนศาสนา (1 รูป/คน vs 2 รูป/คน) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (1 คน vs 6 คน)
ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกินกี่วาระ
มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันมิได้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการประเภทเดียวกันหรือไม่ก็ตาม (เว้นแต่สถานศึกษาที่มีข้าราชการครูเพียงคนเดียว ให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนครูติดต่อกันเกิน 2 วาระได้)
กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 — ข้อ 8
ระวัง จำกัดการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นกรรมการประเภทเดียวกันหรือไม่ก็ตาม (แต่กฎหมายมิได้กำหนดเพดานเวลา 8 ปีตายตัว เนื่องจากกรณีแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างให้อยู่ตามวาระที่เหลืออยู่) และวาระนี้ไม่บังคับแก่ผู้อำนวยการสถานศึกษาซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง ส่วนข้อยกเว้นเกิน 2 วาระได้ ใช้เฉพาะผู้แทนครูในโรงเรียนที่มีข้าราชการครูเพียงคนเดียวเท่านั้น
การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ. 2546 ต้องทำในรูปแบบใด และผู้รับมอบอำนาจสามารถมอบอำนาจต่อได้หรือไม่
การมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือ และเมื่อมอบอำนาจโดยชอบแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้นและจะมอบอำนาจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่กรณีมอบอำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าฯ อาจมอบอำนาจต่อตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้
มาตรา 45 วรรคสอง และมาตรา 46
ระวัง หลักการทั่วไปคือห้ามมอบอำนาจต่อ (Sub-delegation) มีข้อยกเว้นเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่สามารถมอบอำนาจต่อให้รองผู้ว่าฯ ผู้ช่วยผู้ว่าฯ หรือบุคคลอื่นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ใครเป็นผู้รักษาราชการแทน และใครมีอำนาจแต่งตั้ง
ให้รอง ผอ.สพท. รักษาราชการแทน ถ้ามีหลายคนให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่งตั้งรอง ผอ.สพท. คนใดคนหนึ่ง ถ้ารอง ผอ.สพท. ไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้เลขาธิการ กพฐ. แต่งตั้งข้าราชการในเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารอง ผอ.สพท. หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 53
ระวัง ผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ผอ.สพท. (ทั้งกรณีเลือกรอง ผอ.สพท. หรือกรณีไม่มีรอง ผอ.สพท.) คือ 'เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน' ไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรี
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ใครเป็นผู้รักษาราชการแทน และใครมีอำนาจแต่งตั้ง
ให้รองผู้อำนวยการสถานศึกษารักษาราชการแทน ถ้ามีหลายคนให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่งตั้งรอง ผอ.สถานศึกษาคนใดคนหนึ่ง ถ้าไม่มีรอง ผอ.สถานศึกษาหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่งตั้งข้าราชการในสถานศึกษาคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 54
ระวัง ผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ผอ.สถานศึกษา คือ 'ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา' (ผอ.สพท.) ไม่ใช่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และไม่ใช่เลขาธิการ กพฐ.
การรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ใครเป็นผู้แต่งตั้ง และต้องแต่งตั้งจากข้าราชการระดับใด
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเลขาธิการหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 50
ระวัง ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการในกระทรวงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า 'เลขาธิการหรือเทียบเท่า' (เช่น เลขาธิการ กพฐ. หรือเลขาธิการ สอศ.) ไม่สามารถแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักหรือเทียบเท่ามารักษาราชการแทนปลัดกระทรวงได้