พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย 2562: นิยาม ห้ามสอบคัดเลือก และคณะกรรมการนโยบาย
14 ข้อจำ
พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
ทำเครื่องหมายจำได้แล้ว 0/14
“เด็กปฐมวัย” ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 มีนิยามและช่วงอายุอย่างไร
เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ และให้หมายความรวมถึง เด็กซึ่งต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา
มาตรา 3
ระวัง ตัวบทกฎหมายระบุชัดว่า “อายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์” (และเด็กที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้า ป.1) ไม่ใช่ “ไม่เกิน 6 ปี” หรือ “ต่ำกว่า 8 ปี” (แม้ในทางวิชาการและรอยเชื่อมต่อจะครอบคลุมถึง 8 ปีก็ตาม)
“การพัฒนาเด็กปฐมวัย” ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 หมายความว่าอย่างไร และครอบคลุมกลุ่มใดบ้าง
การดูแล การพัฒนา และการจัดการเรียนรู้สำหรับ 1) เด็กปฐมวัย 2) หญิงตั้งครรภ์ หรือ 3) ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย
มาตรา 3
ระวัง การพัฒนาเด็กปฐมวัยตามกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวเด็ก แต่ครอบคลุมถึง “หญิงตั้งครรภ์” และ “ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย” ด้วย
“สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย” ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ครอบคลุมสถานที่และหน่วยงานใดบ้าง
ศูนย์เด็กเล็ก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการหรือเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ, สถานรับเลี้ยงเด็ก, สถานสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กซึ่งมีเด็กปฐมวัยอยู่ในความคุ้มครองดูแล หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น รวมทั้งโรงเรียน ศูนย์การเรียน หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชน และสถาบันศาสนา ที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย
มาตรา 3
ระวัง ครอบคลุมทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์ช่วยเหลือเด็กพิการ โรงเรียน ศูนย์การเรียน และสถาบันศาสนา ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงเรียนอนุบาลในระบบเท่านั้น
ใครเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการร่วมกัน
มาตรา 4
ระวัง มีผู้รักษาการร่วมกัน 2 ตำแหน่ง คือ “นายกรัฐมนตรี และ รมว.ศธ.” ไม่ใช่ รมว.ศธ. เพียงคนเดียว และไม่ใช่ รมว.พม. หรือ รมว.สธ.
วัตถุประสงค์ของการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามมาตรา 5 มีเป้าหมายสำคัญอะไรบ้าง
1) ให้มารดาได้รับการดูแลระหว่างตั้งครรภ์เพื่อให้ทารกในครรภ์มีสุขภาวะและพัฒนาการที่ดี 2) ให้เด็กปฐมวัยอยู่รอดปลอดภัยและพ้นจากการล่วงละเมิดทุกทาง 3) มีพัฒนาการรอบด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมวัย 4) สร้างอุปนิสัยใฝ่ดี มีคุณธรรม วินัย ใฝ่รู้ คิดสร้างสรรค์ ซึมซับสุนทรียะและวัฒนธรรม 5) บ่มเพาะเจตคติเคารพผู้อื่น อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค มีจิตสำนึกพลเมืองไทยและพลโลก 6) ให้ผู้ดูแลเด็กมีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดี
มาตรา 5
ระวัง เริ่มต้นตั้งแต่การดูแลมารดาระหว่างตั้งครรภ์ และเน้นพัฒนาการสมวัยทั้ง 6 มิติ (กาย ใจ วินัย อารมณ์ สังคม สติปัญญา) ไม่ใช่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการหรือการเร่งรัดเรียนเขียนอ่าน
มาตรา 8 กำหนดหลักการจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และข้อห้ามสำคัญไว้อย่างไร (ถ้อยคำตามตัวบท)
การจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัย แต่ต้องไม่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย
มาตรา 8
ระวัง ตัวบทระบุชัดว่า “ต้องไม่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย” โดยให้จัดการเรียนรู้เพื่อ “เตรียมความพร้อม” ของเด็ก
คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีใครเป็นประธานกรรมการ และใครเป็นกรรมการและเลขานุการ
นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ; เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง
ระวัง ประธานคือนายกรัฐมนตรี (หรือรองนายกฯ ที่มอบหมาย) ไม่ใช่ รมว.ศธ.; เลขานุการคือเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไม่ใช่เลขาธิการ กพฐ.
หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา 18 วรรคหนึ่ง
ระวัง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการ รับผิดชอบงานธุรการ ประชุม และวิชาการ ไม่ใช่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือกรมกิจการเด็กและเยาวชน (พม.)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจำนวนกี่คน และมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี
มีจำนวน 8 คน แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี; มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
มาตรา 9 (3) และมาตรา 11
ระวัง จำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคือ 8 คน (ไม่ใช่ 7 หรือ 9 คน) และมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีหน้าที่และอำนาจอย่างไรเกี่ยวกับการรับเด็กเข้าศึกษาในระดับอนุบาลและประถมศึกษา
กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับเด็กปฐมวัยเข้าศึกษาในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
มาตรา 14 (7)
ระวัง คณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การรับเด็กเข้าเรียนทั้งในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเสนอต่อองค์กรใดเพื่อให้ความเห็นชอบ และสามารถปรับปรุงระหว่างทางได้หรือไม่
คณะกรรมการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปและมีการปรับปรุงแผน ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 19
ระวัง การจัดทำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป (ไม่ใช่เสนอรัฐสภา) และหากมีการปรับปรุงแผนเนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปเช่นเดียวกัน คณะกรรมการไม่สามารถปรับปรุงและมีผลใช้บังคับเองโดยลำพัง
เมื่อมีการประกาศแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยแล้ว หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กำหนดไว้ในแผน มีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
จัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย และปฏิบัติการให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว
มาตรา 21
ระวัง หน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการและปฏิบัติตามแผนผูกพันเฉพาะหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ไม่ได้ผูกพันทุกหน่วยงานของรัฐโดยทั่วไป และไม่ใช่เพียงรับทราบเป็นแนวทาง
สถานพยาบาลที่มีหน้าที่บริการสาธารณสุขแก่เด็กปฐมวัย ต้องส่งเสริมการให้นมมารดาแก่บุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อยเท่าใด
ส่งเสริมการให้นมมารดาแก่บุตรตั้งแต่แรกเกิดอย่างน้อย 6 เดือน
มาตรา 24
ระวัง กฎหมายกำหนดระยะเวลาส่งเสริมการให้นมมารดาไว้อย่างชัดเจนคือ “ตั้งแต่แรกเกิดอย่างน้อย 6 เดือน” ไม่ใช่ 3 เดือน หรือ 1 ปี
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีหน้าที่จัดการศึกษา ต้องจัดประสบการณ์และการศึกษาโดยคำนึงถึงช่วงรอยต่ออย่างไร
ต้องจัดให้มีการอบรมเลี้ยงดู เพิ่มพูนประสบการณ์ ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ และจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมในช่วงรอยต่อตั้งแต่ก่อนระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 25
ระวัง กฎหมายเน้นย้ำความต่อเนื่องของ “ช่วงรอยต่อตั้งแต่ก่อนระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษา” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่น ไม่ใช่เน้นตัดขาดเป็นระดับชั้นแยกจากกัน