วิจัยในชั้นเรียน: วงจรวิจัย นวัตกรรม และค่า IOC p r
13 ข้อจำ
คู่มือการวิจัยในชั้นเรียน สำหรับครูปฐมวัยและประถมศึกษา (ระบุ สพฐ. บนปก เผยแพร่โดย RMUTT ยังไม่ยืนยันการประกาศใช้ทางการ) และเอกสารคำสอนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ทำเครื่องหมายจำได้แล้ว 0/13
การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) มีความหมายและจุดมุ่งหมายสำคัญอย่างไร
กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบของครูผู้สอนเพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนในบริบทห้องเรียนของตนเอง โดยครูเป็นทั้งนักวิจัยและผู้ปฏิบัติ และนำผลไปใช้แก้ปัญหาผู้เรียนได้ทันที
บทที่ ๑ ข้อ ๑.๑ หน้า 4
ระวัง ไม่ได้มุ่งสร้างทฤษฎีใหม่หรืออ้างอิงไปสู่วงกว้างภายนอกแบบงานวิจัยทั่วไป แต่มุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนในห้องเรียนที่ตนเองรับผิดชอบโดยตรง
กลุ่มเป้าหมายและการสรุปผลของการวิจัยในชั้นเรียนแตกต่างจากการวิจัยทั่วไปอย่างไร
วิจัยในชั้นเรียนศึกษากับนักเรียนในชั้นเรียนของตนโดยไม่จำเป็นต้องสุ่มกลุ่มตัวอย่าง และนำผลไปใช้กับห้องเรียนตนเอง ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงถึงประชากรวงกว้าง
บทที่ ๑ ข้อ ๑.๒ หน้า 4
ระวัง การวิจัยในชั้นเรียนไม่จำเป็นต้องใช้การสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติประชากร (Random Sampling) เนื่องจากครูแก้ปัญหากลุ่มเป้าหมายจริงในห้องเรียน
วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Cycle: PAOR) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนใดต่อเนื่องกัน
1) วางแผน (Plan) 2) ปฏิบัติ (Act) 3) สังเกต (Observe) 4) สะท้อนผล (Reflect)
บทที่ ๑ ข้อ ๑.๓ หน้า 5; บรรณานุกรม หน้า 28
ระวัง วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นวงจรต่อเนื่อง (วางแผน → ปฏิบัติ → สังเกต → สะท้อนผล) เพื่อพัฒนาทักษะและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กระบวนการแบบขั้นตอนเดียวจบ
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาตรฐาน 5 ขั้นตอนของ สพฐ. มีอะไรบ้าง เรียงตามลำดับ
1) ระบุปัญหา 2) วางแผน 3) ปฏิบัติ 4) สังเกตและวิเคราะห์ 5) สรุปและเผยแพร่
บทที่ ๒ หน้า 7
ระวัง สพฐ. กำหนดกระบวนการมาตรฐานเป็น 5 ขั้นตอน โดยรวมขั้นสังเกตและวิเคราะห์ไว้ในขั้นที่ 4 ก่อนนำไปสู่การสรุปและเผยแพร่ในขั้นที่ 5
การระบุและกำหนดปัญหาวิจัยในชั้นเรียนที่ดีควรมีลักษณะตามหลัก SMART อย่างไร
S (Specific) ระบุชัดเจนเจาะจง / M (Measurable) วัดได้มีตัวชี้วัดชัดเจน / A (Achievable) ทำได้จริงในห้องเรียนไม่เกินขอบเขตครู / R (Relevant) สัมพันธ์กับตัวชี้วัดหรือสมรรถนะ / T (Time-bound) กำหนดกรอบเวลาชัดเจน
บทที่ ๒ ข้อ ๒.๑ หน้า 7
ระวัง ปัญหาวิจัยต้องทำได้จริงในห้องเรียน (Achievable) ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือระดับนโยบายที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของครูผู้สอน
ตัวแปรต้นกับตัวแปรตามในการวิจัยในชั้นเรียนคืออะไร และมีโครงสร้างการตั้งชื่อเรื่องอย่างไร
ตัวแปรต้นคือนวัตกรรมหรือวิธีสอนที่ครูนำมาใช้ ตัวแปรตามคือผลหรือพฤติกรรมที่ต้องการวัด; โครงสร้างชื่อเรื่องคือ [นวัตกรรม/วิธีการ] + [เพื่อ/ที่มีต่อ] + [ตัวแปรตาม] + [ของ/นักเรียน] + [ระดับชั้น]
บทที่ ๒ ข้อ ๒.๒ หน้า 8; บทที่ ๕ ข้อ ๕.๒ หน้า 13
ระวัง ตัวแปรต้นคือนวัตกรรมหรือสิ่งแทรกแซง (Treatment) ส่วนตัวแปรตามคือผลสัมฤทธิ์ ทักษะ หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรต้น อย่าจำสลับกัน
โครงสร้างรายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับสมบูรณ์ 5 บท ประกอบด้วยบทใดบ้าง
บทที่ 1 บทนำ / บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง / บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย / บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล / บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ
บทที่ ๕ ข้อ ๕.๑ หน้า 13
ระวัง บทที่ 3 คือวิธีดำเนินการวิจัย ส่วนบทที่ 4 คือผลการวิเคราะห์ข้อมูล รายงานแบบย่อ (1 บท) มักสรุปเนื้อหาสำคัญเหลือเล่มสั้นสำหรับใช้งานจริง
ค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) คืออะไร ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนอย่างไร และเกณฑ์ผ่านคือเท่าใด
ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (ความตรงเชิงเนื้อหา) ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ (จำนวนคี่ อย่างน้อย 3 คน) ให้คะแนน +1 (สอดคล้อง), 0 (ไม่แน่ใจ), -1 (ไม่สอดคล้อง); ข้อคำถามที่ใช้ได้ต้องมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป
สพฐ. บทที่ ๓ ข้อ ๓.๒ หน้า 9; SSRU บทที่ 8 หน้า 6–7
ระวัง ข้อสอบที่มีค่า IOC ต่ำกว่า 0.50 ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ความตรงเชิงเนื้อหา ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อความหรือตัดทิ้ง
ค่าความยาก (Difficulty: p) ของข้อสอบคำนวณอย่างไร มีค่าอยู่ในช่วงใด และเกณฑ์ที่เหมาะสมคือเท่าใด
คำนวณจากสัดส่วนคนตอบถูกในข้อนั้นหารด้วยคนสอบทั้งหมด (p = R/N) มีค่าระหว่าง 0.00 ถึง 1.00; ข้อสอบที่ดีควรมีค่า p อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 (0.40–0.59 คือยากง่ายปานกลางพอเหมาะ)
SSRU บทที่ 8 หน้า 12–13
ระวัง ยิ่งค่า p สูง ข้อสอบยิ่งง่าย (คนตอบถูกเยอะ) หาก p ต่ำกว่า 0.20 คือง่ายน้อยมาก/ยากเกินไป หรือสูงกว่า 0.80 คือง่ายเกินไป ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง
ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination: r) คืออะไร มีค่าอยู่ในช่วงใด และข้อสอบที่ดีควรมีค่า r อย่างไร
ความสามารถของข้อสอบในการจำแนกคนเก่งออกจากคนอ่อน มีค่าระหว่าง -1.00 ถึง +1.00; ข้อสอบที่ดีต้องมีค่า r เป็นบวก (ค่า r ที่เป็น 0 และติดลบเป็นค่าที่ใช้ไม่ได้)
SSRU บทที่ 8 หน้า 13–15
ระวัง ค่า r เป็น 0 และติดลบเป็นค่าที่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถจำแนกคนเก่งออกจากคนอ่อนได้ (หากติดลบแสดงว่าคนอ่อนตอบถูกแต่คนเก่งตอบผิด)
ความเชื่อมั่น (Reliability) ของเครื่องมือวิจัยหมายถึงอะไร และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัคที่ยอมรับได้คือเท่าใด
ความคงเส้นคงวาหรือความสม่ำเสมอของผลการวัดเมื่อวัดซ้ำ; แบบสอบถามหรือแบบวัดที่ผ่านการทดลองใช้ (Try Out) ควรมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค (Cronbach's Alpha) ตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป
สพฐ. บทที่ ๓ ข้อ ๓.๒ หน้า 9; SSRU บทที่ 8 หน้า 7, 9
ระวัง ความตรง (Validity) คือเครื่องมือวัดได้ตรงสิ่งที่ต้องการวัดจริง ส่วนความเชื่อมั่น (Reliability) คือความคงเส้นคงวาสม่ำเสมอของผลการวัดเมื่อวัดซ้ำ ระวังจำสับสนสองแนวคิดนี้
การประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรม E1/E2 และดัชนีความก้าวหน้า (Gain Score) มีเกณฑ์ตัดสินอย่างไร
E1/E2 คือประสิทธิภาพระหว่างเรียน/หลังเรียน นิยมใช้เกณฑ์ 75/75 หรือ 80/80; Gain Score คำนวณจาก G = (Post - Pre)/(Max - Pre) โดยค่า G ตั้งแต่ 0.30 ขึ้นไปแสดงว่ามีพัฒนาการดี (0.70 ขึ้นไปพัฒนาการสูง)
บทที่ ๔ ข้อ ๔.๑ และ ๔.๔ หน้า 11–12
ระวัง E1 คือร้อยละคะแนนเฉลี่ยจากกิจกรรม/งานระหว่างเรียน ส่วน E2 คือร้อยละคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน อย่าสับสนสลับที่กัน
จริยธรรมการวิจัยในชั้นเรียนที่ครูต้องยึดถือ มีหลักการสำคัญอย่างไร
1) รักษาความลับ (ใช้รหัสหรือชื่อสมมติ) 2) ขอความยินยอมจากผู้ปกครอง 3) ความยุติธรรม (ทุกคนได้โอกาสเรียนรู้เท่าเทียม ไม่มีกลุ่มควบคุมที่เสียเปรียบ) 4) ซื่อสัตย์ต่อข้อมูล (ไม่แต่งผล) 5) ปกป้องผู้เรียนไม่ให้เกิดความเครียดหรือเสียหาย
บทที่ ๗ ข้อ ๗.๑ หน้า 17
ระวัง หลักความยุติธรรมในการวิจัยในชั้นเรียนกำหนดว่าทุกคนต้องได้รับโอกาสเรียนรู้เท่าเทียม และต้องไม่มีกลุ่มควบคุมที่เสียเปรียบ